~ วันนี้เป็นวันเริ่มต้นของเดือนใหม่ ไม่สิ ความจริงก็เดือนเก่า ใช้มาไม่รู้กี่ปีนับตั้งแต่มนุษย์เริ่มจัดการกับระบบของเวลา เวลาผ่านไปหากนับเป็นพุทธศักราชก็ 2557 ปี คริสต์ศักราช 2014 ปี
หลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่ถูกจดจำส่วนใหญ่คือเรื่องผิดปกติ หมายความว่าเหตุการณ์ต่างๆหรือสิ่งอื่นใด หากจะถูกจดจำเป็นพิเศษก็คือมันไม่เหมือนปกติดั่งเช่นวันที่ผ่านมา วันนี้มนุษย์เหยียบดวงจันทร์ได้สำเร็จ ก็จะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ตามเรื่องราวที่เกิดขึ้น อันที่จริงผมคิดว่ารอยเท้าแรกที่เหยียบบนดวงจันทร์จริงๆ ไม่ใช่รอยเท้าของมนุษย์
หากแต่คือรอยเท้าแห่งจินตนาการ
มันเริ่มก่อนที่สิ่งต่างๆจะเกิดขึ้นเป็นความจริง หลายคนมองว่าจินตนาการเป็นทั้งเรื่องที่ดีมีคุณค่ามหาศาล หรือ แม้กระทั่งมองว่า ไร้สาระ อันนั้นผมคิดว่ามันขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมที่แต่ละคนเจอมากกว่า ว่าจะมองกันมุมไหน หากไร้ซึ่งจินตนาการทุกวันนี้เราคงไม่มีเทคโนโลยีต่างๆเกิดขึ้น
การจินตนาการ การใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้มีหลายรูปแบบ เรื่องที่เกิดขึ้นกับผมที่สำคัญในชีวิตคงไม่พ้นเรื่องการศึกษา ผมจินตนาการว่า ผมสามารถมั่งคั่งร่ำรวย มีความสุขได้ โดยไม่ต้องไปนั่งเรียนหนังสือในห้องเรียน ตั้งแต่ตอนเด็กๆหากถามว่า ระหว่างนั่งเรียนในห้อง กับ ตอนจะสอบนั่งอ่านหนังสือคนเดียวแล้วสอบ ช่วงเวลาไหนมีความสุขมากกว่ากัน ผมรู้ตัวเองดีว่าผมชอบนั่งอ่านหนังสือคนเดียวแล้วรู้สึกดี รู้สึกสดชื่น เมื่อเข้าห้องสอบ แม้ในบางครั้งจะทำข้อสอบไม่ได้ก็ตาม ทุกๆครั้งที่สอบผมมักจะออกจากห้องคนสุดท้าย หรือไม่ก็รองสุดท้ายซะส่วนใหญ่ หากเวลาเหลือมากๆ ก็นั่งเพลินทบทวนแต่ละข้อ ในช่วงเวลาทำงานต่างๆการบ้านหรือรายงาน โครงงาน หากเป็นงานกลุ่ม ผมมักจะไม่ค่อยชอบนัก
เพราะสิ่งที่เจอคือจะมีแมลงสาบมาเกาะ ^__^ ในบางครั้งก็โชคดีที่คนร่วมงานช่วยกันทำ
แต่มันน้อยยยมากที่เจอ ถ้าหากงานนั้นทำคนเดียวได้ ผมก็จะขอออกมาทำคนเดียว ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากทำงานร่วมกับคนอื่นแต่ไม่ชอบการเอาเปรียบ ผมยอมไม่ค่อยได้หากมีใครมาเอาเปรียบ ผมชอบอะไรที่ยุติธรรม ผมมองว่าหากเปรียบเทียบกับการทำงานของผมคือ ผมไม่เลือกจะรับเงินเดือนทุกเดือน
แต่ผมเลือกจะรับเงินตามผลงานของผม หากผลงานออกมาน้อย ไม่ค่อยดี ก็ควรจะได้ผลตอบแทนน้อย
ด้วยนิสัยต่างๆ ผมรู้ว่ามันอึดอัดกับการนั่งเรียนในห้อง จนวันนึงความรู้สึกลึกๆจากจินตนาการว่าอยากออกไปใช้ชีวิตอยู่นอกห้องเรียน มันมากขึ้น มากขึ้น ในความคิด ผมปรึกษากับที่บ้าน ไปแล้วพักนึงแต่ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้น จนสุดท้ายสิ่งที่ความรู้สึกเรียกร้อง ก็เกิดผล เพราะการกระทำต่างๆของผมมันชัดเจนมาก ว่าผมต้องการอะไร เมื่อตอนแรกมันไม่ได้ มันเครียด นอนไม่หลับ เริ่มมีปัญหากับคนรอบข้าง จากจินตนาการในเรื่องนั้น แต่ไม่ง่ายเสียทีเดียว คนรอบข้างมองว่าบ้า , คิดอะไรอยู่,ทำไมทำแบบนี้ ,ออกไปจะทำมาหา...รับประทานอะไร สารพัด ผมต้องไปอยู่ในสถานที่แห่งนึง 1 เดือน สถานที่ที่คนมีปัญหาทางความคิด ทางจิต เค้าไปกัน คงไม่ต้องบอกว่าที่ไหน ผมใช้เวลาที่นั่นคิดทบทวนอีกครั้ง ว่าเราจะเลือกทางนี้จริงๆใช่ไหม คำตอบก็เหมือนเดิม ในวันที่ออกจากสถานที่นั้น ผมไปยื่นใบลาออก กับสถานศึกษา ก็อย่างว่า มันต้องการแบบนี้จริงๆ
นับตั้งแต่วันที่ลาออกจนถึงวันนี้ ก็นานพอสมควร กับสิ่งต่างๆที่ได้ทำ ผมได้ทำในสิ่งที่ผมอยากทำ หนึ่งในนั้นคือการเล่นหุ้น กว่าจะเอาตัวรอดได้ใช้เวลาไป 9 เดือนเต็มๆ หมายถึงรวมเอาเงินที่ขาดทุนกลับมาได้จนครบ ได้ลองเล่นตลาดค่าเงินดูซึ่งภาพรวมก็ดูเหมือนจะไม่ได้ดี หรือแย่ แต่ก็ได้ทักษะอื่นๆจากตลาดนี้มาพอสมควร ซึ่งเอาไปปรับกับตลาดหุ้นแล้วได้ผลดีมาก สิ่งที่ผมอยากจะทำนับต่อจากนี้คือ
การซื้อ-ขายเช่นกัน แต่ไม่ใช่หุ้น หรือ ค่าเงินแล้ว คือการซื้อ-ขายสินค้าทั่วไป ที่จับต้องได้
ผมรู้ว่าผมชอบขายของ ผมเคยไปช่วยญาติขายของที่ร้านต่างจังหวัดในตลาด รู้สึกแปลกมาก ทำไมเราขายแล้วมันมีความสุขแบบนี้ หลายคนอาจจะมองว่าเพราะได้เงินไง แต่สำหรับผมไม่ใช่มันมากกว่านั้น
ผมมีความสุขที่ได้แนะนำสินค้าให้ลูกค้า หยิบของ ยื่นของให้ลูกค้า การได้เห็นรอยยิ้มของลูกค้าหรือการได้รู้ว่าลูกค้าได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ มันมีความสุขอะไรจะขนาดนั้น ซึ่งผมคิดในใจลึกๆว่า วันนึงต้องทำธุรกิจอะไรซักอย่าง ที่เกี่ยวกับการขาย
มา ณ วันนี้ ก็ได้เริ่มซักที ตัวเลขบนหัวข้อที่ผมเขียน 181 นั้น ไม่ใช่เลขเด็ดอะไร : )
หากแต่เป็นเวลานับถอยหลัง ถึงวันที่ 1 มีนาคม ปีหน้า 2558 ว่าผมจะทำสิ่งนี้ได้ดีแค่ไหน
181 วันนับต่อจากนี้ผมมีเป้าหมายว่า จะทำเงินให้ได้ 1 ล้านบาท ผมรู้ว่ามันเยอะสำหรับหลายๆคน อันที่จริงผมมองมากกว่านั้น ผมคิดเรื่องการตั้งเป้าหมายจากหนังสือ อัจฉริยะพัฒนาพลังสมอง แต่งานนี้ตั้งเป้าหมายที่ 1 ล้านบาทก่อน 181 วันผมจะพยายามเขียนสิ่งต่างๆที่ได้เจอลงในนี้ เพื่อจะดูพัฒนาการ สิ่งต่างๆที่ตัวเองได้รับจากงานนี้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง
หัวข้อประโยคที่ผมเขียนคือคำกล่าวของ อับราฮัม ลิงคอล์น ที่ว่า ''Action Speaks Louder than words การกระทำดังกว่าคำพูด'' แต่ผมมองอีกว่า ''หากไร้ซึ่งคำพูดก็อาจจะไร้ซึ่งการกระทำ''
คำพูดในที่นี้หมายถึง เสียงที่พูดออกมาหรือลายลักษณ์อักษรด้วย ผมไม่รู้ว่าสุดท้ายผลมันจะเป็นยังไง
แต่ 181 วันนับต่อจากนี้ ผมว่าอย่างน้อยๆ ผมก็เก่งขึ้นกว่าการนั่งคิดแล้วนั่งอยู่กับที่นะ : ]

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น