~ คงจะสุดทางแล้ว ตัวฉันนั้นมองไม่เห็นทาง คงต้องเลือกอะไรซักอย่าง จากนี้ไป
แต่ทำไม มันยากเหลือเกิน กับหนทางที่ฉันต้องเดินไป...
ถ้าหากในทุกๆวัน มีความรู้สึกเข้ามาในหัว ว่าท้อ ท้อแล้วท้ออีก เราจะยังทำสิ่งเดิม สิ่งนั้นที่คิดว่าดีอยู่ต่อไปไหม หากเราทำสิ่งนั้นด้วยใจรัก ถึงท้อก็คงทำต่อ แต่บางทีนานๆเข้า มันก็รู้สึกล้า ไม่ไหว
อยู่ห่างกับสิ่งที่ทำอยู่ ซักพักแล้วกัน T_T ...
วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
วันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2557
150_เริ่มเป็นคนขายของ...
~ ช่วงปลายเดือนที่ผ่านมาของเดือนกันยายน พี่ที่ร่วมงานด้วยกััน ได้เอาสินค้าจากเพื่อนของเค้ามาลองปรึกษากันกับผมดู ว่าจะลงขายรูปแบบไหนดี ล่าสุดเพิ่งลงไปเมื่อวาน เป็นสินค้าทั่วๆไป ไม่ใช่สินค้าที่ผลิตขายเรื่อยๆ ประมาณว่ามีสินทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้แล้วอยากเอามาขายประมาณนั้น ผมก็ลงประกาศขายไป แต่วันนี้ผมไม่ได้หยุดแค่ประกาศขายแค่นั้น ผมตามหาคนที่เป็นเป้าหมายว่าจะซื้อของแนวนี้ด้วย ซึ่งก็ติดต่อไปแล้ว ก็ลองดูว่าจะเป็นยังไง...
วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557
166_ไปแหล่งผลิต...
~ เมื่อวานนี้ได้ไปแหล่งผลิตอาหารแปรรูป ที่อยู่ใกล้บ้านมา โชคดีที่รู้จักกับแม่ ก็คุยกันง่ายหน่อย คุยไปเรื่อยๆ ก็สอบถามราคาส่งเค้า ขนาดอะไรยังไงบ้าง โดยรวมแล้วอาหารทั้งหมดต้องการความเย็น การจะส่งออกน่าจะต้องพิเศษกว่าสินค้าแบบอื่น เท่าที่อ่านมามีตู้คอนเทนเนอร์แช่แข็งคงต้องเป็นแบบนั้น แต่ในความรู้สึกเรื่องราคาส่ง รู้สึกว่ามันยังสูง อันที่จริงราคาจะสูงหรือไม่สูง ต้องดูที่กำลังซื้อของผู้บริโภคประเทศนั้นด้วยว่าเป็นยังไง : ) ...
ทำอะไรมันก็เสี่ยงทั้งนั้น สิ่งสำคัญคือเราได้เสี่ยงทำในสิ่งที่รักหรือเปล่า...
ทำอะไรมันก็เสี่ยงทั้งนั้น สิ่งสำคัญคือเราได้เสี่ยงทำในสิ่งที่รักหรือเปล่า...
วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2557
176_วันสุดท้ายของการจัดงาน...
~ ผมรู้ข่าวมาว่าจังหวัดที่ผมอยู่ จะจัดงานถนนวัฒนธรรม ผมรู้ก่อนยังไม่จัด และรู้ว่าจะจัด 3 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 วัน ผมไม่ได้ไปเลย จนถึงวันสุดท้าย ผมถึงไป ภาพที่เห็นคือ ร้านค้า ตั้งห่างๆกันมาก มีร้านนิดเดียว สิ่งที่ผมคิดก็คืิอ คนส่วนใหญ่ที่มาออกร้าน คงคาดหวังว่าวันสุดท้าย มันก็คงไม่มีอะไร เหมือนช่วงที่ผ่านๆมา ไม่มาดีกว่า หรือ อาจท้อที่สินค้า บริการ บูธ ต่างๆ ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร ก็เลยไม่มา ก็น่าเห็นใจ แต่พวกร้านที่มาอยู่ เค้ามาทำไมหละ ขายได้หรอ ก็ไม่นะ ผมเดินดูของเหลือเต็ม เหมือนไม่มีอะไรถูกขายไปเลย ผมคิดว่ากลุ่มคนที่ยังมาอยู่ เป็นกลุ่มที่ยังมีความหวัง สู้จนวันสุดท้าย หรืออาจเป็นเหตุผลอื่น ผมเดินมองสิ่งที่ผมสนใจ ว่าจะสามารถไปขายยังตลาดต่างประเทศได้ ถูกใจมา 4 อย่าง ไปคุยแล้วขอเบอร์มาทั้ง 4 เจ้า แต่ละเจ้าที่คุย ดูเค้าสดชื่นบ้าง อ่อนล้าบ้าง เจ้าที่สดชื่นเค้าดีใจที่มีคนสนใจ แล้วติดต่อขอเบอร์ ก็คุยรายละเอียดมาพอสมควร เห็นโอกาสอะไรเยอะมาก กลับบ้านมาก็มานั่งดูว่าต่างประเทศสินค้าพวกนี้เป็นไงบ้าง ผลก็เป็นไปตามคาด สินค้าที่วางขายน้อยมาก เพราะสิ่งที่ผมเลือกมานั้นคืองานฝีมือ ภูมิปัญญาของคนไทยเรา มันไม่ง่ายในการทำ ผมรู้สึกภูมิใจที่เป็นคนไทย รู้สึกดีว่าฝีมือคนไทยสุดยอดไม่แพ้ชาติไหน ผมมองว่าเป็นโอกาสสำคัญในการนำภูมิปัญญาตรงนี้ ไปอวดสายตาชาวโลก ผมมองไปถึงขั้นนั้น ผมรู้ ถ้าใครรู้ว่าผมคิดแบบนี้ก็จะบอกว่า ฮึ ฝันไป ฝันไกลเกินตัว แต่ในวันนี้ผมไม่ได้แคร์ความคิดเห็นอะไรพวกนี้แล้ว เคยมีคำพูดนึง ผมคิดว่ามันเหมาะมาก หากใครมีความฝันอะไรก็แล้วแต่ แต่มีคนมารบกวนความรู้สึกเรา คำพูดที่ว่านั้นคือ...
''อย่าให้น้ำลายราคาถูก...มาดูถูกความฝันราคาแพง...'' : )
''อย่าให้น้ำลายราคาถูก...มาดูถูกความฝันราคาแพง...'' : )
177_ไม่แน่ใจ...
~ ในช่วงชีวิตแต่ละช่วงของคนเราล้วนมีการตัดสินใจอะไรซักอย่าง เข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ บ้างก็เลือกได้เลย บ้างเลือกไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะเลือกยังไง หรือ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีตัวเลือกอะไรบ้าง สำหรับผมก็ดูปวดหัวดีในบางครั้ง ผมพยายามจัดการเลือกความรู้สึกของตัวเอง ในการทำสิ่งต่างๆให้เดินหน้าต่อ บางทีหากสุดท้ายมันไม่มีคำตอบ มันไม่มีตัวเลือก มันเลือกไม่ได้ ก็คงต้องลอง ลองดู ลองทำ เพราะการเลือกทำไม่ใช่การเห็นว่าสิ่งที่เราเลือกมันจะเป็นไปตามที่คิดเสมอไป มันอาจจะเป็นอีกคำตอบนึงก็ได้
การทำอะไรซักอย่างไปเรื่อยๆ ค้นหาต่อไป เดินไป ระหว่างทางอาจจะเจออะไรก็ได้ ผมขอเลือกตัวเลือกนี้ละกัน เพราะผมเชื่อว่า ในทุกๆที่โอกาสมีอยู่เสมออยู่ที่ว่าเราจะมองเห็นมันไหม : )
การทำอะไรซักอย่างไปเรื่อยๆ ค้นหาต่อไป เดินไป ระหว่างทางอาจจะเจออะไรก็ได้ ผมขอเลือกตัวเลือกนี้ละกัน เพราะผมเชื่อว่า ในทุกๆที่โอกาสมีอยู่เสมออยู่ที่ว่าเราจะมองเห็นมันไหม : )
วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2557
178_SET...
~ หุ้นไทย ดูแล้วน่าจะไปทดสอบ 1650 อีกรอบ เป้าถัดไปคือ 1700 ก็ไม่รู้นะ มองในภาพใหญ่
ส่วนภาพเล็กข้างล่างก็ยังอยู่ใน Uptrend
มีนักธุรกิจท่านนึงเคยแนะนำว่า ควรจะทำธุรกิจอะไรซักอย่างที่ว่าสถาณการณ์เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรก็ไม่กระทบกับธุรกิจมากนัก พูดง่ายๆคือ คนซื้อคนใช้ตลอด มีมูลค่าในตัวมันเอง ไม่ใช่ธุรกิจที่เป็นกระแสเป็นช่วงๆ ก็แล้วแต่มุมมอง แต่ในบางครั้งที่ผมเจอ สถาณการณ์ดูแย่ แต่ใช้ความคิดสร้างสรรค์แก้ปัญหาก็กลับสร้างรายได้เป็นว่าเล่น สุดท้ายจะทำธุรกิจอะไรก็แล้วแต่ หากไม่มีใจรัก เจออุปสรรคน้อยนิดมันก็โอนเอน หากรักในสิ่งที่ทำจริงๆ สถาณการณ์ไหนก็แล้วแต่ เราจะหาทางรอดมันทุกวิถีทาง สู้ทุกวิกฤต
ทุกภาวะ ผมเองทำรายชื่อสินค้าที่สนใจไว้ พยายามคัดที่มันไม่ค่อยนิยมตามกระแส ส่วนที่ตามกระแสก็มีบ้างแต่จะประเมินความได้เปรียบเป็นหลัก เพราะไม่ชอบธุรกิจที่ทำตามกระแสแล้วมาแย่งขายกัน ถ้าเราไม่โดดเด่นจริงๆ ก็ไม่ทำ...
ส่วนภาพเล็กข้างล่างก็ยังอยู่ใน Uptrend
มีนักธุรกิจท่านนึงเคยแนะนำว่า ควรจะทำธุรกิจอะไรซักอย่างที่ว่าสถาณการณ์เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรก็ไม่กระทบกับธุรกิจมากนัก พูดง่ายๆคือ คนซื้อคนใช้ตลอด มีมูลค่าในตัวมันเอง ไม่ใช่ธุรกิจที่เป็นกระแสเป็นช่วงๆ ก็แล้วแต่มุมมอง แต่ในบางครั้งที่ผมเจอ สถาณการณ์ดูแย่ แต่ใช้ความคิดสร้างสรรค์แก้ปัญหาก็กลับสร้างรายได้เป็นว่าเล่น สุดท้ายจะทำธุรกิจอะไรก็แล้วแต่ หากไม่มีใจรัก เจออุปสรรคน้อยนิดมันก็โอนเอน หากรักในสิ่งที่ทำจริงๆ สถาณการณ์ไหนก็แล้วแต่ เราจะหาทางรอดมันทุกวิถีทาง สู้ทุกวิกฤต
ทุกภาวะ ผมเองทำรายชื่อสินค้าที่สนใจไว้ พยายามคัดที่มันไม่ค่อยนิยมตามกระแส ส่วนที่ตามกระแสก็มีบ้างแต่จะประเมินความได้เปรียบเป็นหลัก เพราะไม่ชอบธุรกิจที่ทำตามกระแสแล้วมาแย่งขายกัน ถ้าเราไม่โดดเด่นจริงๆ ก็ไม่ทำ...
วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2557
179_คุณภาพ...
~ หลังจากที่วันก่อน ลงมือลงของในอีเบย์ วันนี้ก็ได้คุยกับพี่ที่เราทำธุรกิจร่วมกัน พี่คนนี้มีความสามารถรอบด้าน มองเห็นโอกาสต่างๆที่หลายคนมองผ่านไป เป็นความโชคดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับพี่คนนี้
วันนี้เราคุยกันถึงสินค้าต่างๆ ที่น่าจะเอามาพัฒนาให้ดีขึ้นแล้วเอาไปขายตลาดออนไลน์ได้ แต่ทว่ามันก็มีปัญหาอยู่ คือในเรื่องของมาตรฐานการผลิต สินค้าที่ว่าไม่มี อย. ซึ่งอย่างที่รู้ในต่างประเทศจะให้ความสำคัญมากเรื่องคุณภาพ อาหารต้องมีคุณภาพ มีมาตรฐานต่างๆ แต่น่าแปลกทำไมสินค้าอาหารในบ้านเราไม่ได้ซีเรียสมากนักถึงคุณภาพตรงนี้ อาจจะเป็นวิถีชีวิต วัฒนธรรม ความเชื่อใจ หรืออื่นๆ เรากินพวกอาหารแปรรูปต่างๆ โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายอย.หรือเครื่องหมายอื่นๆก็ได้ เรากินได้โดยไม่ซีเรียส อาจเพราะว่าอาหารพวกนี้มีมานานแล้ว มันไม่มีปัญหาอะไร แต่อย่างว่าเรากำลังทำการค้ากับคนต่างประเทศ
หากจะให้เค้าเชื่อมัน ไว้ใจ กล้าซื้อ ก็ต้องมีมาตรฐาน มีคุณภาพให้เค้าเห็น ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะได้มาอยู่จุดนี้ มาเรียนรู้มาศึกษา เรื่องคุณภาพการผลิต แต่ผมสนุกนะ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มันไม่ได้อยู่แค่นั้น มันมีอะไรอีกเยอะให้ต่อยอด หากเรามองเห็นโอกาสนั้น พูดถึงในเรื่องคุณภาพ อันที่จริงการที่เราจะอยู่วงการไหน ผมว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องมีนะ อย่างวงการนี้หากไร้คุณภาพ เราเอาของสินค้าทั่วๆไป หรือเกรดต่ำๆมาขาย ผมว่ามันไปได้สั้น ผมมองมูลค่าธุรกิจในระยะยาว มองไปที่จุดนั้น : }
...หากจะผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ จุดเริ่มต้นแรกที่ควรจะมีก่อนคือ คนที่มีคุณภาพ... TiNg_tOnG
วันนี้เราคุยกันถึงสินค้าต่างๆ ที่น่าจะเอามาพัฒนาให้ดีขึ้นแล้วเอาไปขายตลาดออนไลน์ได้ แต่ทว่ามันก็มีปัญหาอยู่ คือในเรื่องของมาตรฐานการผลิต สินค้าที่ว่าไม่มี อย. ซึ่งอย่างที่รู้ในต่างประเทศจะให้ความสำคัญมากเรื่องคุณภาพ อาหารต้องมีคุณภาพ มีมาตรฐานต่างๆ แต่น่าแปลกทำไมสินค้าอาหารในบ้านเราไม่ได้ซีเรียสมากนักถึงคุณภาพตรงนี้ อาจจะเป็นวิถีชีวิต วัฒนธรรม ความเชื่อใจ หรืออื่นๆ เรากินพวกอาหารแปรรูปต่างๆ โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายอย.หรือเครื่องหมายอื่นๆก็ได้ เรากินได้โดยไม่ซีเรียส อาจเพราะว่าอาหารพวกนี้มีมานานแล้ว มันไม่มีปัญหาอะไร แต่อย่างว่าเรากำลังทำการค้ากับคนต่างประเทศ
หากจะให้เค้าเชื่อมัน ไว้ใจ กล้าซื้อ ก็ต้องมีมาตรฐาน มีคุณภาพให้เค้าเห็น ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะได้มาอยู่จุดนี้ มาเรียนรู้มาศึกษา เรื่องคุณภาพการผลิต แต่ผมสนุกนะ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มันไม่ได้อยู่แค่นั้น มันมีอะไรอีกเยอะให้ต่อยอด หากเรามองเห็นโอกาสนั้น พูดถึงในเรื่องคุณภาพ อันที่จริงการที่เราจะอยู่วงการไหน ผมว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องมีนะ อย่างวงการนี้หากไร้คุณภาพ เราเอาของสินค้าทั่วๆไป หรือเกรดต่ำๆมาขาย ผมว่ามันไปได้สั้น ผมมองมูลค่าธุรกิจในระยะยาว มองไปที่จุดนั้น : }
...หากจะผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ จุดเริ่มต้นแรกที่ควรจะมีก่อนคือ คนที่มีคุณภาพ... TiNg_tOnG
180_รอ ความสำเร็จ ? ...
~ ในวันนี้ผมฝัน ฝันว่าตกลงไปในส้วม ครับ ส้วม อุณจิเหลืองอร่ามเลยหละ ผมเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับพวกตำราทำนายฝัน ในนั้นเขียนถึงว่า หากฝันว่าได้สัมผัสอุจจาระก็จะมีโชคลาภ หรือ หากฝันว่าตกส้วมจะได้โชคลาภอันใหญ่หลวง อื้มมมม ดูเหมือนจะดีนะ แต่ ถ้าหากผมไม่คิดจะทำอะไรเลย หรือ ยังเป็นแบบเดิมไม่พัฒนา ไม่เดินหน้า ความมั่งคั่ง ความร่ำรวยก็ยากที่จะมี นอกซะจากจะมีโชคอย่างอื่นมาหา โดยไม่ต้องทำอะไร แต่ผมไม่ต้องการแบบนั้น
หลังจากก่อนหน้านี้หลายวันศึกษาเรื่องการขายของใน อีเบย์ แต่ก็ไม่ได้ลงของให้เสร็จสมบูรณ์ซักที
ก็เลยจัดเลยวันนี้ แทบจะไม่รู้เรื่องเลย ต้องอาศัยค่อยๆแปล แล้วลงรายละเอียด สุดท้ายก็สมบูรณ์จนได้
ได้ลงซักทีของที่อยากลงขาย ส่วนจะขายได้หรือไม่ แรกๆก็ต้องเริ่มที่การสร้างความน่าเชื่อถือก่อน
วงการนี้มันไม่เห็นหน้ากัน เราไม่รู้ว่าฝ่ายตรงข้ามหรือลูกค้า เป็นคนประเภทไหน ก็ต้องลองเสี่ยงดู อย่างน้อย อีเบย์ ก็ยังมีกฏระเบียบต่างๆ เอาไว้ช่วยเหลือหากมีปัญหา หากเรามัวแต่กลัวสิ่งต่างๆ กลัวเรื่องภาษา , กลัวลูกค้า คงไม่ได้ทำซักที เราจะไม่รู้เลยว่าข้างหน้ามีอะไรรอเราอยู่ ต้องกล้า กล้าที่จะลงมือทำ โดยเราได้คิด ได้วิเคราะห์ ไตร่ตรอง เรื่องนั้นแล้ว ผมได้คุยกับคนรู้จักสิ่งที่เจอคือ มีแต่คนกลัว
กลัวนู่นนั่นนี่ กลัวจนสุดท้ายไม่ได้ทำ มันน่าเสียดายโอกาส หากเรามีความฝันว่าอยากทำอะไร แต่เราคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ อย่า อย่าพึ่งเลิกคิดที่จะทำ ลองดูก่อนซักครั้งนึง ลองให้ถึงที่สุด ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็ไม่เป็นไร เพราะอย่างน้อยก็ไม่ต้องเสียใจทีหลัง ว่ารู้งี้ ทำตั้งแต่แรกซะก็ดี : )
...ความสำเร็จ ไม่จำเป็นต้องรอความพร้อม เพราะถ้ามัวแต่รอให้พร้อม คงไม่ได้ลงมือทำจนสำเร็จ...
ใครคนนึงเขียนไว้
หลังจากก่อนหน้านี้หลายวันศึกษาเรื่องการขายของใน อีเบย์ แต่ก็ไม่ได้ลงของให้เสร็จสมบูรณ์ซักที
ก็เลยจัดเลยวันนี้ แทบจะไม่รู้เรื่องเลย ต้องอาศัยค่อยๆแปล แล้วลงรายละเอียด สุดท้ายก็สมบูรณ์จนได้
ได้ลงซักทีของที่อยากลงขาย ส่วนจะขายได้หรือไม่ แรกๆก็ต้องเริ่มที่การสร้างความน่าเชื่อถือก่อน
วงการนี้มันไม่เห็นหน้ากัน เราไม่รู้ว่าฝ่ายตรงข้ามหรือลูกค้า เป็นคนประเภทไหน ก็ต้องลองเสี่ยงดู อย่างน้อย อีเบย์ ก็ยังมีกฏระเบียบต่างๆ เอาไว้ช่วยเหลือหากมีปัญหา หากเรามัวแต่กลัวสิ่งต่างๆ กลัวเรื่องภาษา , กลัวลูกค้า คงไม่ได้ทำซักที เราจะไม่รู้เลยว่าข้างหน้ามีอะไรรอเราอยู่ ต้องกล้า กล้าที่จะลงมือทำ โดยเราได้คิด ได้วิเคราะห์ ไตร่ตรอง เรื่องนั้นแล้ว ผมได้คุยกับคนรู้จักสิ่งที่เจอคือ มีแต่คนกลัว
กลัวนู่นนั่นนี่ กลัวจนสุดท้ายไม่ได้ทำ มันน่าเสียดายโอกาส หากเรามีความฝันว่าอยากทำอะไร แต่เราคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ อย่า อย่าพึ่งเลิกคิดที่จะทำ ลองดูก่อนซักครั้งนึง ลองให้ถึงที่สุด ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็ไม่เป็นไร เพราะอย่างน้อยก็ไม่ต้องเสียใจทีหลัง ว่ารู้งี้ ทำตั้งแต่แรกซะก็ดี : )
...ความสำเร็จ ไม่จำเป็นต้องรอความพร้อม เพราะถ้ามัวแต่รอให้พร้อม คงไม่ได้ลงมือทำจนสำเร็จ...
ใครคนนึงเขียนไว้
วันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2557
181_ACTION Speaks Louder Than WORDS...
~ วันนี้เป็นวันเริ่มต้นของเดือนใหม่ ไม่สิ ความจริงก็เดือนเก่า ใช้มาไม่รู้กี่ปีนับตั้งแต่มนุษย์เริ่มจัดการกับระบบของเวลา เวลาผ่านไปหากนับเป็นพุทธศักราชก็ 2557 ปี คริสต์ศักราช 2014 ปี
หลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่ถูกจดจำส่วนใหญ่คือเรื่องผิดปกติ หมายความว่าเหตุการณ์ต่างๆหรือสิ่งอื่นใด หากจะถูกจดจำเป็นพิเศษก็คือมันไม่เหมือนปกติดั่งเช่นวันที่ผ่านมา วันนี้มนุษย์เหยียบดวงจันทร์ได้สำเร็จ ก็จะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ตามเรื่องราวที่เกิดขึ้น อันที่จริงผมคิดว่ารอยเท้าแรกที่เหยียบบนดวงจันทร์จริงๆ ไม่ใช่รอยเท้าของมนุษย์
หากแต่คือรอยเท้าแห่งจินตนาการ
มันเริ่มก่อนที่สิ่งต่างๆจะเกิดขึ้นเป็นความจริง หลายคนมองว่าจินตนาการเป็นทั้งเรื่องที่ดีมีคุณค่ามหาศาล หรือ แม้กระทั่งมองว่า ไร้สาระ อันนั้นผมคิดว่ามันขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมที่แต่ละคนเจอมากกว่า ว่าจะมองกันมุมไหน หากไร้ซึ่งจินตนาการทุกวันนี้เราคงไม่มีเทคโนโลยีต่างๆเกิดขึ้น
การจินตนาการ การใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้มีหลายรูปแบบ เรื่องที่เกิดขึ้นกับผมที่สำคัญในชีวิตคงไม่พ้นเรื่องการศึกษา ผมจินตนาการว่า ผมสามารถมั่งคั่งร่ำรวย มีความสุขได้ โดยไม่ต้องไปนั่งเรียนหนังสือในห้องเรียน ตั้งแต่ตอนเด็กๆหากถามว่า ระหว่างนั่งเรียนในห้อง กับ ตอนจะสอบนั่งอ่านหนังสือคนเดียวแล้วสอบ ช่วงเวลาไหนมีความสุขมากกว่ากัน ผมรู้ตัวเองดีว่าผมชอบนั่งอ่านหนังสือคนเดียวแล้วรู้สึกดี รู้สึกสดชื่น เมื่อเข้าห้องสอบ แม้ในบางครั้งจะทำข้อสอบไม่ได้ก็ตาม ทุกๆครั้งที่สอบผมมักจะออกจากห้องคนสุดท้าย หรือไม่ก็รองสุดท้ายซะส่วนใหญ่ หากเวลาเหลือมากๆ ก็นั่งเพลินทบทวนแต่ละข้อ ในช่วงเวลาทำงานต่างๆการบ้านหรือรายงาน โครงงาน หากเป็นงานกลุ่ม ผมมักจะไม่ค่อยชอบนัก
เพราะสิ่งที่เจอคือจะมีแมลงสาบมาเกาะ ^__^ ในบางครั้งก็โชคดีที่คนร่วมงานช่วยกันทำ
แต่มันน้อยยยมากที่เจอ ถ้าหากงานนั้นทำคนเดียวได้ ผมก็จะขอออกมาทำคนเดียว ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากทำงานร่วมกับคนอื่นแต่ไม่ชอบการเอาเปรียบ ผมยอมไม่ค่อยได้หากมีใครมาเอาเปรียบ ผมชอบอะไรที่ยุติธรรม ผมมองว่าหากเปรียบเทียบกับการทำงานของผมคือ ผมไม่เลือกจะรับเงินเดือนทุกเดือน
แต่ผมเลือกจะรับเงินตามผลงานของผม หากผลงานออกมาน้อย ไม่ค่อยดี ก็ควรจะได้ผลตอบแทนน้อย
ด้วยนิสัยต่างๆ ผมรู้ว่ามันอึดอัดกับการนั่งเรียนในห้อง จนวันนึงความรู้สึกลึกๆจากจินตนาการว่าอยากออกไปใช้ชีวิตอยู่นอกห้องเรียน มันมากขึ้น มากขึ้น ในความคิด ผมปรึกษากับที่บ้าน ไปแล้วพักนึงแต่ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้น จนสุดท้ายสิ่งที่ความรู้สึกเรียกร้อง ก็เกิดผล เพราะการกระทำต่างๆของผมมันชัดเจนมาก ว่าผมต้องการอะไร เมื่อตอนแรกมันไม่ได้ มันเครียด นอนไม่หลับ เริ่มมีปัญหากับคนรอบข้าง จากจินตนาการในเรื่องนั้น แต่ไม่ง่ายเสียทีเดียว คนรอบข้างมองว่าบ้า , คิดอะไรอยู่,ทำไมทำแบบนี้ ,ออกไปจะทำมาหา...รับประทานอะไร สารพัด ผมต้องไปอยู่ในสถานที่แห่งนึง 1 เดือน สถานที่ที่คนมีปัญหาทางความคิด ทางจิต เค้าไปกัน คงไม่ต้องบอกว่าที่ไหน ผมใช้เวลาที่นั่นคิดทบทวนอีกครั้ง ว่าเราจะเลือกทางนี้จริงๆใช่ไหม คำตอบก็เหมือนเดิม ในวันที่ออกจากสถานที่นั้น ผมไปยื่นใบลาออก กับสถานศึกษา ก็อย่างว่า มันต้องการแบบนี้จริงๆ
นับตั้งแต่วันที่ลาออกจนถึงวันนี้ ก็นานพอสมควร กับสิ่งต่างๆที่ได้ทำ ผมได้ทำในสิ่งที่ผมอยากทำ หนึ่งในนั้นคือการเล่นหุ้น กว่าจะเอาตัวรอดได้ใช้เวลาไป 9 เดือนเต็มๆ หมายถึงรวมเอาเงินที่ขาดทุนกลับมาได้จนครบ ได้ลองเล่นตลาดค่าเงินดูซึ่งภาพรวมก็ดูเหมือนจะไม่ได้ดี หรือแย่ แต่ก็ได้ทักษะอื่นๆจากตลาดนี้มาพอสมควร ซึ่งเอาไปปรับกับตลาดหุ้นแล้วได้ผลดีมาก สิ่งที่ผมอยากจะทำนับต่อจากนี้คือ
การซื้อ-ขายเช่นกัน แต่ไม่ใช่หุ้น หรือ ค่าเงินแล้ว คือการซื้อ-ขายสินค้าทั่วไป ที่จับต้องได้
ผมรู้ว่าผมชอบขายของ ผมเคยไปช่วยญาติขายของที่ร้านต่างจังหวัดในตลาด รู้สึกแปลกมาก ทำไมเราขายแล้วมันมีความสุขแบบนี้ หลายคนอาจจะมองว่าเพราะได้เงินไง แต่สำหรับผมไม่ใช่มันมากกว่านั้น
ผมมีความสุขที่ได้แนะนำสินค้าให้ลูกค้า หยิบของ ยื่นของให้ลูกค้า การได้เห็นรอยยิ้มของลูกค้าหรือการได้รู้ว่าลูกค้าได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ มันมีความสุขอะไรจะขนาดนั้น ซึ่งผมคิดในใจลึกๆว่า วันนึงต้องทำธุรกิจอะไรซักอย่าง ที่เกี่ยวกับการขาย
มา ณ วันนี้ ก็ได้เริ่มซักที ตัวเลขบนหัวข้อที่ผมเขียน 181 นั้น ไม่ใช่เลขเด็ดอะไร : )
หากแต่เป็นเวลานับถอยหลัง ถึงวันที่ 1 มีนาคม ปีหน้า 2558 ว่าผมจะทำสิ่งนี้ได้ดีแค่ไหน
181 วันนับต่อจากนี้ผมมีเป้าหมายว่า จะทำเงินให้ได้ 1 ล้านบาท ผมรู้ว่ามันเยอะสำหรับหลายๆคน อันที่จริงผมมองมากกว่านั้น ผมคิดเรื่องการตั้งเป้าหมายจากหนังสือ อัจฉริยะพัฒนาพลังสมอง แต่งานนี้ตั้งเป้าหมายที่ 1 ล้านบาทก่อน 181 วันผมจะพยายามเขียนสิ่งต่างๆที่ได้เจอลงในนี้ เพื่อจะดูพัฒนาการ สิ่งต่างๆที่ตัวเองได้รับจากงานนี้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง
หัวข้อประโยคที่ผมเขียนคือคำกล่าวของ อับราฮัม ลิงคอล์น ที่ว่า ''Action Speaks Louder than words การกระทำดังกว่าคำพูด'' แต่ผมมองอีกว่า ''หากไร้ซึ่งคำพูดก็อาจจะไร้ซึ่งการกระทำ''
คำพูดในที่นี้หมายถึง เสียงที่พูดออกมาหรือลายลักษณ์อักษรด้วย ผมไม่รู้ว่าสุดท้ายผลมันจะเป็นยังไง
แต่ 181 วันนับต่อจากนี้ ผมว่าอย่างน้อยๆ ผมก็เก่งขึ้นกว่าการนั่งคิดแล้วนั่งอยู่กับที่นะ : ]
หลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่ถูกจดจำส่วนใหญ่คือเรื่องผิดปกติ หมายความว่าเหตุการณ์ต่างๆหรือสิ่งอื่นใด หากจะถูกจดจำเป็นพิเศษก็คือมันไม่เหมือนปกติดั่งเช่นวันที่ผ่านมา วันนี้มนุษย์เหยียบดวงจันทร์ได้สำเร็จ ก็จะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ตามเรื่องราวที่เกิดขึ้น อันที่จริงผมคิดว่ารอยเท้าแรกที่เหยียบบนดวงจันทร์จริงๆ ไม่ใช่รอยเท้าของมนุษย์
หากแต่คือรอยเท้าแห่งจินตนาการ
มันเริ่มก่อนที่สิ่งต่างๆจะเกิดขึ้นเป็นความจริง หลายคนมองว่าจินตนาการเป็นทั้งเรื่องที่ดีมีคุณค่ามหาศาล หรือ แม้กระทั่งมองว่า ไร้สาระ อันนั้นผมคิดว่ามันขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมที่แต่ละคนเจอมากกว่า ว่าจะมองกันมุมไหน หากไร้ซึ่งจินตนาการทุกวันนี้เราคงไม่มีเทคโนโลยีต่างๆเกิดขึ้น
การจินตนาการ การใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้มีหลายรูปแบบ เรื่องที่เกิดขึ้นกับผมที่สำคัญในชีวิตคงไม่พ้นเรื่องการศึกษา ผมจินตนาการว่า ผมสามารถมั่งคั่งร่ำรวย มีความสุขได้ โดยไม่ต้องไปนั่งเรียนหนังสือในห้องเรียน ตั้งแต่ตอนเด็กๆหากถามว่า ระหว่างนั่งเรียนในห้อง กับ ตอนจะสอบนั่งอ่านหนังสือคนเดียวแล้วสอบ ช่วงเวลาไหนมีความสุขมากกว่ากัน ผมรู้ตัวเองดีว่าผมชอบนั่งอ่านหนังสือคนเดียวแล้วรู้สึกดี รู้สึกสดชื่น เมื่อเข้าห้องสอบ แม้ในบางครั้งจะทำข้อสอบไม่ได้ก็ตาม ทุกๆครั้งที่สอบผมมักจะออกจากห้องคนสุดท้าย หรือไม่ก็รองสุดท้ายซะส่วนใหญ่ หากเวลาเหลือมากๆ ก็นั่งเพลินทบทวนแต่ละข้อ ในช่วงเวลาทำงานต่างๆการบ้านหรือรายงาน โครงงาน หากเป็นงานกลุ่ม ผมมักจะไม่ค่อยชอบนัก
เพราะสิ่งที่เจอคือจะมีแมลงสาบมาเกาะ ^__^ ในบางครั้งก็โชคดีที่คนร่วมงานช่วยกันทำ
แต่มันน้อยยยมากที่เจอ ถ้าหากงานนั้นทำคนเดียวได้ ผมก็จะขอออกมาทำคนเดียว ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากทำงานร่วมกับคนอื่นแต่ไม่ชอบการเอาเปรียบ ผมยอมไม่ค่อยได้หากมีใครมาเอาเปรียบ ผมชอบอะไรที่ยุติธรรม ผมมองว่าหากเปรียบเทียบกับการทำงานของผมคือ ผมไม่เลือกจะรับเงินเดือนทุกเดือน
แต่ผมเลือกจะรับเงินตามผลงานของผม หากผลงานออกมาน้อย ไม่ค่อยดี ก็ควรจะได้ผลตอบแทนน้อย
ด้วยนิสัยต่างๆ ผมรู้ว่ามันอึดอัดกับการนั่งเรียนในห้อง จนวันนึงความรู้สึกลึกๆจากจินตนาการว่าอยากออกไปใช้ชีวิตอยู่นอกห้องเรียน มันมากขึ้น มากขึ้น ในความคิด ผมปรึกษากับที่บ้าน ไปแล้วพักนึงแต่ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้น จนสุดท้ายสิ่งที่ความรู้สึกเรียกร้อง ก็เกิดผล เพราะการกระทำต่างๆของผมมันชัดเจนมาก ว่าผมต้องการอะไร เมื่อตอนแรกมันไม่ได้ มันเครียด นอนไม่หลับ เริ่มมีปัญหากับคนรอบข้าง จากจินตนาการในเรื่องนั้น แต่ไม่ง่ายเสียทีเดียว คนรอบข้างมองว่าบ้า , คิดอะไรอยู่,ทำไมทำแบบนี้ ,ออกไปจะทำมาหา...รับประทานอะไร สารพัด ผมต้องไปอยู่ในสถานที่แห่งนึง 1 เดือน สถานที่ที่คนมีปัญหาทางความคิด ทางจิต เค้าไปกัน คงไม่ต้องบอกว่าที่ไหน ผมใช้เวลาที่นั่นคิดทบทวนอีกครั้ง ว่าเราจะเลือกทางนี้จริงๆใช่ไหม คำตอบก็เหมือนเดิม ในวันที่ออกจากสถานที่นั้น ผมไปยื่นใบลาออก กับสถานศึกษา ก็อย่างว่า มันต้องการแบบนี้จริงๆ
นับตั้งแต่วันที่ลาออกจนถึงวันนี้ ก็นานพอสมควร กับสิ่งต่างๆที่ได้ทำ ผมได้ทำในสิ่งที่ผมอยากทำ หนึ่งในนั้นคือการเล่นหุ้น กว่าจะเอาตัวรอดได้ใช้เวลาไป 9 เดือนเต็มๆ หมายถึงรวมเอาเงินที่ขาดทุนกลับมาได้จนครบ ได้ลองเล่นตลาดค่าเงินดูซึ่งภาพรวมก็ดูเหมือนจะไม่ได้ดี หรือแย่ แต่ก็ได้ทักษะอื่นๆจากตลาดนี้มาพอสมควร ซึ่งเอาไปปรับกับตลาดหุ้นแล้วได้ผลดีมาก สิ่งที่ผมอยากจะทำนับต่อจากนี้คือ
การซื้อ-ขายเช่นกัน แต่ไม่ใช่หุ้น หรือ ค่าเงินแล้ว คือการซื้อ-ขายสินค้าทั่วไป ที่จับต้องได้
ผมรู้ว่าผมชอบขายของ ผมเคยไปช่วยญาติขายของที่ร้านต่างจังหวัดในตลาด รู้สึกแปลกมาก ทำไมเราขายแล้วมันมีความสุขแบบนี้ หลายคนอาจจะมองว่าเพราะได้เงินไง แต่สำหรับผมไม่ใช่มันมากกว่านั้น
ผมมีความสุขที่ได้แนะนำสินค้าให้ลูกค้า หยิบของ ยื่นของให้ลูกค้า การได้เห็นรอยยิ้มของลูกค้าหรือการได้รู้ว่าลูกค้าได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ มันมีความสุขอะไรจะขนาดนั้น ซึ่งผมคิดในใจลึกๆว่า วันนึงต้องทำธุรกิจอะไรซักอย่าง ที่เกี่ยวกับการขาย
มา ณ วันนี้ ก็ได้เริ่มซักที ตัวเลขบนหัวข้อที่ผมเขียน 181 นั้น ไม่ใช่เลขเด็ดอะไร : )
หากแต่เป็นเวลานับถอยหลัง ถึงวันที่ 1 มีนาคม ปีหน้า 2558 ว่าผมจะทำสิ่งนี้ได้ดีแค่ไหน
181 วันนับต่อจากนี้ผมมีเป้าหมายว่า จะทำเงินให้ได้ 1 ล้านบาท ผมรู้ว่ามันเยอะสำหรับหลายๆคน อันที่จริงผมมองมากกว่านั้น ผมคิดเรื่องการตั้งเป้าหมายจากหนังสือ อัจฉริยะพัฒนาพลังสมอง แต่งานนี้ตั้งเป้าหมายที่ 1 ล้านบาทก่อน 181 วันผมจะพยายามเขียนสิ่งต่างๆที่ได้เจอลงในนี้ เพื่อจะดูพัฒนาการ สิ่งต่างๆที่ตัวเองได้รับจากงานนี้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง
หัวข้อประโยคที่ผมเขียนคือคำกล่าวของ อับราฮัม ลิงคอล์น ที่ว่า ''Action Speaks Louder than words การกระทำดังกว่าคำพูด'' แต่ผมมองอีกว่า ''หากไร้ซึ่งคำพูดก็อาจจะไร้ซึ่งการกระทำ''
คำพูดในที่นี้หมายถึง เสียงที่พูดออกมาหรือลายลักษณ์อักษรด้วย ผมไม่รู้ว่าสุดท้ายผลมันจะเป็นยังไง
แต่ 181 วันนับต่อจากนี้ ผมว่าอย่างน้อยๆ ผมก็เก่งขึ้นกว่าการนั่งคิดแล้วนั่งอยู่กับที่นะ : ]
วันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2557
แก้วน้ำ
~ หากเปรียบเทียบสิ่งที่เราลงมือทำ กับการนำน้ำลงไปใส่ในแก้วใบหนึ่ง ซึ่งแก้วนั้นมีหลากหลาย ทั้งรูปทรง สี ความสวยงาม เราคงอยากรู้ว่าน้ำที่เรามีอยู่จะเข้าได้ดีกับแก้วใบไหน ตามธรรมชาติของน้ำสามารถอยู่ได้ทุกรูปทรง แต่ไม่ใช่เสมอไปที่มันอยู่แล้วเรามองว่ามันเหมาะสม ซึ่งความเหมาะสมก็คือความพอใจในการมองน้ำในแก้วนั้น ถ้าเราลงมือทำบางสิ่งแล้วเราพอใจแก้วน้ำใบนั้นถึงแม้จะดูธรรมดาในสายตาคนอื่นแต่มันจะเป็นแก้วที่สวยงามสำหรับเรา ในบางขณะที่เราเทน้ำใส่แก้ว หรือลงมือทำอะไรอยู่แต่กลับไม่แน่ใจว่าเราเลือกแก้วน้ำใบนั้น ใบนี้ถูกหรือไม่ ก็เป็นสิ่งที่ต้องค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง
ในภาวะที่ผมเผชิญอยู่ ผมคิดอยากที่จะทำแก้วน้ำที่ผมเลือกใบนี้ ให้ใส่น้ำออกมาแล้วดูสวยที่สุด
แต่ผมต้องการให้น้ำที่เทลงไป ล้นออกมาแล้วไปโดนแก้วน้ำของคนอื่นด้วย ให้แก้วน้ำของคนเหล่านั้นที่อยู่ใกล้ผมเกิดแรงกระเพื่อม เกิดการเปลี่ยนแปลง เกิดจุดที่เจ้าของแก้วคนอื่นต้องหันมามองแก้วน้ำของผม แก้วซึ่งคนอื่นมองผ่านไปผ่านมา แต่มันกลัับสร้างแรงกระเพื่อมที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ผมอยากจะคุยกับใครหลายคนที่มีแก้วน้ำคล้ายผม แต่มีเพียงหนึ่งเดียว ที่ผมอยากคุยแล้วสร้างแรงกระเพื่อมให้แก้วน้ำในมือของเค้าสั่นสะเทือน สิ่งที่ผมต้องทำในตอนนี้ไม่ใช่การเดินเข้าไปคุยแล้วน้ำในแก้วของคนนั้นจะกระเพื่อมได้ แต่สิ่งที่ต้องทำคือ ทำให้แก้วใบนี้ เป็นแก้วที่สวยงามไร้ซึ่งแก้วใบไหนจะเทียบค่าได้ก่อน เมื่อไม่มีแก้วไหนมาเทียบได้แล้ว คงจะไม่ใช่เรื่องยากที่ทำให้คนคนนั้นหยุดและหันมามองแก้วน้ำใบนี้ มันไม่สำคัญว่าเราจะต้องไปแข่งทำให้แก้วน้ำเราโดดเด่นกว่าใคร สิ่งสำคัญที่ผมมองคือทำให้แก้วน้ำใบอื่นไม่มีความหมายเมื่อเจอแก้วน้ำใบของผม
ในภาวะที่ผมเผชิญอยู่ ผมคิดอยากที่จะทำแก้วน้ำที่ผมเลือกใบนี้ ให้ใส่น้ำออกมาแล้วดูสวยที่สุด
แต่ผมต้องการให้น้ำที่เทลงไป ล้นออกมาแล้วไปโดนแก้วน้ำของคนอื่นด้วย ให้แก้วน้ำของคนเหล่านั้นที่อยู่ใกล้ผมเกิดแรงกระเพื่อม เกิดการเปลี่ยนแปลง เกิดจุดที่เจ้าของแก้วคนอื่นต้องหันมามองแก้วน้ำของผม แก้วซึ่งคนอื่นมองผ่านไปผ่านมา แต่มันกลัับสร้างแรงกระเพื่อมที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ผมอยากจะคุยกับใครหลายคนที่มีแก้วน้ำคล้ายผม แต่มีเพียงหนึ่งเดียว ที่ผมอยากคุยแล้วสร้างแรงกระเพื่อมให้แก้วน้ำในมือของเค้าสั่นสะเทือน สิ่งที่ผมต้องทำในตอนนี้ไม่ใช่การเดินเข้าไปคุยแล้วน้ำในแก้วของคนนั้นจะกระเพื่อมได้ แต่สิ่งที่ต้องทำคือ ทำให้แก้วใบนี้ เป็นแก้วที่สวยงามไร้ซึ่งแก้วใบไหนจะเทียบค่าได้ก่อน เมื่อไม่มีแก้วไหนมาเทียบได้แล้ว คงจะไม่ใช่เรื่องยากที่ทำให้คนคนนั้นหยุดและหันมามองแก้วน้ำใบนี้ มันไม่สำคัญว่าเราจะต้องไปแข่งทำให้แก้วน้ำเราโดดเด่นกว่าใคร สิ่งสำคัญที่ผมมองคือทำให้แก้วน้ำใบอื่นไม่มีความหมายเมื่อเจอแก้วน้ำใบของผม
วันพุธที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2557
ระบบ
~ ผมคิดว่าคนที่เข้ามาซื้อ-ขาย ในตลาดหุ้น ตลาดค่าเงิน ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ หรือ การซื้อ-ขายสินค้าอ้างอิง ( Futures , Options , Derivative warrant ) น่าจะเคยเจอภาวะหนึ่งในการเทรดของตัวเอง คือ เรื่องของระบบการซื้อ-ขาย ซึ่งก็คือ การไม่มีระบบที่ชัดเจนค้นหาระบบเทรดไปเรื่อยๆอย่างไร้จุดมุ่งหมาย , ไม่มีวินัยในการเทรด อื่นๆ ที่กล่าวมาข้างต้นผมเคยอยู่ในภาวะนั้น
ในช่วงที่เข้ามาเทรดตลาดค่าเงิน พยายามค้นหาระบบต่างๆที่คนอื่นบอกว่าดี ก็ทดลองไปเรื่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่ง ได้อ่านบทความของคนที่เทรดโดยใช้ระบบแล้วประสบความสำเร็จ ซึ่งใจความสำคัญในบทความนั้นได้พูดถึงเรื่องที่ผมมองข้ามมานานหรือไม่สนใจที่จะศึกษาวิจัยทำดู ผู้เขียนได้บอกไว้ว่า มันไม่มีหรอกระบบที่จะทำกำไรได้ 100 % โดยที่ไม่ขาดทุนเลย คนเก่งๆที่เขาอยู่รอด และทำกำไรได้สม่ำเสมอนั้น เค้าใช้ระบบที่แสนจะธรรมดาเรียบง่าย ถูกกับจริตในการเทรดของเขา แต่สิ่งที่เขาทำแล้วคนส่วนใหญ่ไม่ได้ทำคือ การทำสถิติหาค่าของอัตราส่วนของระบบ ว่าระบบนั้นมีอัตราการชนะอยู่ที่เท่าไร ขาดทุนอยู่ที่เท่าไร ซึ่งในส่วนนี้ผมคิดว่ามือใหม่มักจะไม่รู้หรือไม่ได้สนใจเท่าที่ควร เพราะมัวแต่หาระบบเทรดเจ๋งๆกันอยู่ ซึ่งในตามบอร์ดต่างๆ ก็มีคนเอาระบบมาแจก มาขาย เท่าที่ผมดูนั้น ระบบของบางคนทำกำไรได้จริง แต่คนที่เอาระบบไปใช้ทำกำไรไม่ได้ตามเจ้าของระบบก็เพราะว่า ไม่มีวินัยในการเทรดมากกว่า เจ้าของระบบคนที่ใช้มีนิสัยชอบเทรดที่ Timeframe ใหญ่ๆ 4 ชั่วโมง - 1 วัน จึงออกแบบระบบมาตามนิสัยในการเทรดแบบนั้น แต่คนที่นำมาใช้ชอบเทรด Timeframe เล็กๆในระดับ 5 - 15 นาที และเล่นตามใจตัวเอง ซึ่งมันก็คือการไม่มีวินัยในระบบนั่นเอง ซึ่งผลที่ตามมาก็คือการไม่สามารถทำกำไรได้และก็ต้องวนเวียนไปหาระบบใหม่ๆอยู่เรื่อยๆ
เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ เมื่อได้ทดลองแล้วรู้ว่าระบบของตัวเอง มีอัตราการชนะ-ขาดทุนอยู่ที่เท่าไรก็อาจจะมาปรับปรุงในส่วนของ Money Management ,Risk | Reward เพิ่มเติมให้ตรงกับความพอใจของตนเอง ซึ่งการทำแบบนี้จะทำให้เราเห็นว่าระบบที่เราใช้นั้นมีประสิทธิภาพในการเทรดเป็นอย่างไร เมื่อรู้ถึงอัตราส่วนทั้งหมดแล้ว เวลาเทรดพวกเขาจะไม่เครียดเพราะรู้ว่าการขาดทุนมันเป็นเรื่องธรรมดาส่วนหนึ่งของระบบอยู่แล้วเพราะเขาเชื่อว่าระบบที่เขาวิจัยมา ในระยะยาวนั้นอัตราส่วนการชนะมันมากกว่าขาดทุน
ผมจึงเริ่มทิ้งระบบต่างๆที่ไม่ถูกจริตกับผม พยายามคิดค้นสร้างระบบขึ้นมาใหม่โดยให้พอใจกับตัวเองมากที่สุด ซึ่งในขั้นแรกนั้นผมเน้นไปที่ Timeframe ใหญ่ๆก่อน และมองวิธีจุดเข้า-ออก
ซึ่งเมื่อได้แล้ว ผมก็ลองนำแนวคิดนั้นมาทดลอง กับ โปรแกรมซื้อ-ขาย โดยการไปโหลดข้อมูลย้อนหลังของกราฟมา แล้วใช้ EA ที่เอาไว้ฝึกซื้อ-ขาย มาเป็นตัวทำการทดลอง
ผมเลือกทำการทดลองในเดือน กุมภาพันธ์ 2557 เพราะรู้สึกว่าเดือนนี้หลายๆคนจะขาดทุนเพราะมันเป็นเดือนที่ภาพใหญ่นั้น เป็น Sideway ทั้งเดือน
ผมลองซื้อ-ขายใน Timeframe 4 H ตามเงื่อนไขที่คิด
กำหนดจุด Stoploss ไว้ที่ 200 จุด Take Profit ไม่มี จะออกด้วย Fibo
เพื่อจะดูว่าแนวคิดนี้จะออกมาเป็นอย่างไร ผลปรากฎว่า
จากการทดลอง เงินทุน 1000 $ เล่นความเสี่ยงที่ 10 % ของเงินในพอร์ต
เทรดออกมาทั้งหมด 9 Order ซึ่งมี Order ที่ขาดทุนโดน SL 2 Order
สรุปกำไรที่เทรดในเดือนนี้คือ 91.16 $ เติบโต 9.1 % ของเงินต้น ซึ่งสำหรับผมตลาด Sideway นั้นการทำกำไรได้ 9 % ก็โอเคแล้ว เพราะส่วนใหญ่ภาวะตลาด Sideway จะขาดทุนกันมากกว่า คนที่เล่นตามเทรนด์อย่างมีวินัยจะไม่ซื้อ-ขายอยู่แล้วถ้าไม่เห็นราคามีแนวโน้มจริงๆ ส่วนตัวผมผลที่ออกมาในส่วนที่ขาดทุนค่อนข้างอันตรายหากจะใช้อัตราส่วนนี้ไปเทรดเงินจริง จะเห็นว่าการขาดทุนค่อนข้างจะเยอะ เมื่อเทียบกับกำไรที่ได้แต่ละครั้งในการเทรด ซึ่งผมจะปรับปรุงในส่วนของ Risk | Reward อีกรอบ เพื่อให้ได้ค่าที่ปลอดภัยขึ้น ^__^...
ในช่วงที่เข้ามาเทรดตลาดค่าเงิน พยายามค้นหาระบบต่างๆที่คนอื่นบอกว่าดี ก็ทดลองไปเรื่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่ง ได้อ่านบทความของคนที่เทรดโดยใช้ระบบแล้วประสบความสำเร็จ ซึ่งใจความสำคัญในบทความนั้นได้พูดถึงเรื่องที่ผมมองข้ามมานานหรือไม่สนใจที่จะศึกษาวิจัยทำดู ผู้เขียนได้บอกไว้ว่า มันไม่มีหรอกระบบที่จะทำกำไรได้ 100 % โดยที่ไม่ขาดทุนเลย คนเก่งๆที่เขาอยู่รอด และทำกำไรได้สม่ำเสมอนั้น เค้าใช้ระบบที่แสนจะธรรมดาเรียบง่าย ถูกกับจริตในการเทรดของเขา แต่สิ่งที่เขาทำแล้วคนส่วนใหญ่ไม่ได้ทำคือ การทำสถิติหาค่าของอัตราส่วนของระบบ ว่าระบบนั้นมีอัตราการชนะอยู่ที่เท่าไร ขาดทุนอยู่ที่เท่าไร ซึ่งในส่วนนี้ผมคิดว่ามือใหม่มักจะไม่รู้หรือไม่ได้สนใจเท่าที่ควร เพราะมัวแต่หาระบบเทรดเจ๋งๆกันอยู่ ซึ่งในตามบอร์ดต่างๆ ก็มีคนเอาระบบมาแจก มาขาย เท่าที่ผมดูนั้น ระบบของบางคนทำกำไรได้จริง แต่คนที่เอาระบบไปใช้ทำกำไรไม่ได้ตามเจ้าของระบบก็เพราะว่า ไม่มีวินัยในการเทรดมากกว่า เจ้าของระบบคนที่ใช้มีนิสัยชอบเทรดที่ Timeframe ใหญ่ๆ 4 ชั่วโมง - 1 วัน จึงออกแบบระบบมาตามนิสัยในการเทรดแบบนั้น แต่คนที่นำมาใช้ชอบเทรด Timeframe เล็กๆในระดับ 5 - 15 นาที และเล่นตามใจตัวเอง ซึ่งมันก็คือการไม่มีวินัยในระบบนั่นเอง ซึ่งผลที่ตามมาก็คือการไม่สามารถทำกำไรได้และก็ต้องวนเวียนไปหาระบบใหม่ๆอยู่เรื่อยๆ
เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ เมื่อได้ทดลองแล้วรู้ว่าระบบของตัวเอง มีอัตราการชนะ-ขาดทุนอยู่ที่เท่าไรก็อาจจะมาปรับปรุงในส่วนของ Money Management ,Risk | Reward เพิ่มเติมให้ตรงกับความพอใจของตนเอง ซึ่งการทำแบบนี้จะทำให้เราเห็นว่าระบบที่เราใช้นั้นมีประสิทธิภาพในการเทรดเป็นอย่างไร เมื่อรู้ถึงอัตราส่วนทั้งหมดแล้ว เวลาเทรดพวกเขาจะไม่เครียดเพราะรู้ว่าการขาดทุนมันเป็นเรื่องธรรมดาส่วนหนึ่งของระบบอยู่แล้วเพราะเขาเชื่อว่าระบบที่เขาวิจัยมา ในระยะยาวนั้นอัตราส่วนการชนะมันมากกว่าขาดทุน
ผมจึงเริ่มทิ้งระบบต่างๆที่ไม่ถูกจริตกับผม พยายามคิดค้นสร้างระบบขึ้นมาใหม่โดยให้พอใจกับตัวเองมากที่สุด ซึ่งในขั้นแรกนั้นผมเน้นไปที่ Timeframe ใหญ่ๆก่อน และมองวิธีจุดเข้า-ออก
ซึ่งเมื่อได้แล้ว ผมก็ลองนำแนวคิดนั้นมาทดลอง กับ โปรแกรมซื้อ-ขาย โดยการไปโหลดข้อมูลย้อนหลังของกราฟมา แล้วใช้ EA ที่เอาไว้ฝึกซื้อ-ขาย มาเป็นตัวทำการทดลอง
ผมเลือกทำการทดลองในเดือน กุมภาพันธ์ 2557 เพราะรู้สึกว่าเดือนนี้หลายๆคนจะขาดทุนเพราะมันเป็นเดือนที่ภาพใหญ่นั้น เป็น Sideway ทั้งเดือน
ผมลองซื้อ-ขายใน Timeframe 4 H ตามเงื่อนไขที่คิด
กำหนดจุด Stoploss ไว้ที่ 200 จุด Take Profit ไม่มี จะออกด้วย Fibo
เพื่อจะดูว่าแนวคิดนี้จะออกมาเป็นอย่างไร ผลปรากฎว่า
จากการทดลอง เงินทุน 1000 $ เล่นความเสี่ยงที่ 10 % ของเงินในพอร์ต
เทรดออกมาทั้งหมด 9 Order ซึ่งมี Order ที่ขาดทุนโดน SL 2 Order
สรุปกำไรที่เทรดในเดือนนี้คือ 91.16 $ เติบโต 9.1 % ของเงินต้น ซึ่งสำหรับผมตลาด Sideway นั้นการทำกำไรได้ 9 % ก็โอเคแล้ว เพราะส่วนใหญ่ภาวะตลาด Sideway จะขาดทุนกันมากกว่า คนที่เล่นตามเทรนด์อย่างมีวินัยจะไม่ซื้อ-ขายอยู่แล้วถ้าไม่เห็นราคามีแนวโน้มจริงๆ ส่วนตัวผมผลที่ออกมาในส่วนที่ขาดทุนค่อนข้างอันตรายหากจะใช้อัตราส่วนนี้ไปเทรดเงินจริง จะเห็นว่าการขาดทุนค่อนข้างจะเยอะ เมื่อเทียบกับกำไรที่ได้แต่ละครั้งในการเทรด ซึ่งผมจะปรับปรุงในส่วนของ Risk | Reward อีกรอบ เพื่อให้ได้ค่าที่ปลอดภัยขึ้น ^__^...
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)












